วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ส่งงาน "เว็บ"

นางสาวณัฐฐาพร บาอุ้ย (563050087-4)
นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาคณิตศาสตรศึกษา ชั้นปีที่2
- มหาวิทยาลัยขอนแก่น -

ขออนุญาตส่งงาน "เว็บ" เรื่อง เรขาคณิต ค่ะ ตามลิงค์ด้านล่างนี้เลยนะคะ
http://basic-mathematics.weebly.com

ขอบคุณค่ะ :)

วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้

สื่อที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนนั้นมีหลายรูปแบบที่นักออกแบบได้พัฒนาขึ้น แต่ละรูปแบบอาศัยพื้นฐานทฤษฎีในการออกแบบที่แตกต่างกันไป โดยขึ้นอยู่กับเป้าประสงค์ของการเพิ่มศักยภาพของการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ซึ่งสามารถสรุปลักษณะของสื่อได้สองลักษณะคือ สื่อการสอนและสื่อการเรียนรู้ สื่อการสอนเน้นที่การถ่ายทอดบนพื้นฐานของกลุ่มพฤติกรรมนิยมที่มุ่งเน้นการออกแบบเพื่อจดจาความรู้ ส่วนสื่อการเรียนรู้จะมุ่งเน้นที่ให้ผู้เรียนได้สร้างการเรียนรู้ด้วยตนเอง ดังนั้นเมื่อมีพื้นฐานแนวคิดและการออกแบบที่แตกต่างกันของ วิธีการประเมินสื่อจึงมีความแตกต่างกันด้วย

การประเมินสื่อการสอน จะมีด้วยกันทั้งหมด 2 แบบ คือ การประเมินโดยอาศัยเกณฑ์ และการประเมินโดยค่าดัชนีประสิทธิผล

การประเมินโดยอาศัยเกณฑ์ เป็นการกำหนดค่าตัวเลขขึ้นมาเพื่อเป็นสิ่งที่จะระบุถึงประสิทธิภาพของสื่อ ในปัจจุบันการกำหนดเกณฑ์นิยมปฏิบัติใน 2 แนวทาง คือ ยึดเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 ของเปรื่อง กุมุท และ ยึด E1/E2 ของชัยยงค์ พรหมวงศ์

การประเมินโดยค่าดัชนีประสิทธิผล การวิเคราะห์ค่าดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness index: E.I.) เป็นอีกวิธีที่ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพสื่อการสอน ซึ่งนิยมใช้วิธีของ Goodman, Fletcher and Schneider (1980) โดยดัชนีประสิทธิผลที่ใช้ได้ควรมีค่า 0.50 ขึ้นไป

สำหรับการประเมินสื่อการเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ มีด้วยกันทั้งหมด 5 แบบ ได้แก่ การประเมินด้านผลผลิต การประเมินบริบทการใช้ในสภาพจริง การประเมินด้านความคิดเห็นของผู้เรียน การประเมินด้านความสามารถทางปัญญาของผู้เรียน และการประเมินด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

การประเมินด้านผลผลิต เป็นการประเมินคุณภาพของสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ โดยการตรวจสอบคุณภาพด้านต่างๆโดยผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านเนื้อหา ด้านการออกแบบสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ ด้านสื่อ และด้านประเมินผล

การประเมินบริบทการใช้ในสภาพจริง เป็นการนำไปทดลองใช้ เพื่อศึกษาเพื่อหาบริบทที่เหมาะสมในการใช้สื่อการเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ในสภาพจริง เช่น จำนวนสมาชิกในกลุ่มที่เรียนแบบร่วมมือกันแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในกิจกรรมการแก้ปัญหาที่ใช้สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้บนเครือข่าย (Web-based learning environment) เป็นต้น รวมทั้งนำข้อคิดเห็นของผู้เรียนที่เรียนด้วยสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ของสื่อบนเครือข่ายหรือข้อบกพร่องต่างๆของสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ เพื่อเป็นพื้นฐานในการปรับปรุงแก้ไขสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้บนเครือข่าย

การประเมินด้านความคิดเห็นของผู้เรียน ความคิดเห็นของผู้เรียนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนเกี่ยวกับประสิทธิภาพของสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ ไม่ใช่เพียงแต่ค่าคะแนน เช่น ค่า E1/E2 เท่านั้น นอกจากนี้ผลของความคิดเห็นของผู้เรียนยังสามารถนำมาเป็นพื้นฐานในการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ในครั้งต่อไปได้อีกด้วย

การประเมินด้านความสามารถทางปัญญาของผู้เรียน สติปัญญาของผู้เรียน อาจสามารถประเมินได้จากการกระทำที่แสดงออกโดยตรงจากการทำงานด้านต่างๆ โดยจะมุ่งเน้นการแสดงออกในเชิงพุทธิปัญญา (Cognitive) มากกว่าพฤติกรรม (Behavior) ที่แสดงออกมา ตัวอย่างเช่น สถานการณ์ที่กำหนดให้ ที่เป็นสภาพจริงหรือใกล้เคียงกับสภาพจริง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนแก้ปัญหา หรือปฏิบัติงานจริง อาจประเมินได้จาก กระบวนการทำงาน กระบวนการคิด (Cognitive process) โดยเฉพาะการคิดในระดับสูง (higher-order thinking) ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ การคิดวิพากษ์วิจารณ์ การคิดแบบสร้างสรรค์ การคิดเชิงเหตุผล และทักษะทางการคิด (Thinking skill) เป็นต้น

การประเมินด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถประเมินได้จากคะแนนจากการทดสอบหลังเรียนของผู้เรียนตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น การผ่านเกณฑ์ของรายวิชา หรือการผ่านเกณฑ์ของโรงเรียน เช่น กำหนดให้ผู้เรียนทุกคนต้องผ่านเกณฑ์ร้อยละ 65 ของคะแนนเต็ม เป็นต้น

ภารกิจบทที่ 10

โดย นางสาวณัฐฐาพร บาอุ้ย (563050087-4)
นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาคณิตศาสตรศึกษา ชั้นปีที่2
-มหาวิทยาลัยขอนแก่น-

บทที่ 9 การเลือกใช้สื่อและวิธีการจัดการเรียนรู้

นอกจากการผลิตสื่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพแล้ว ผู้สอนควรเข้าใจถึงหลักการใช้สื่อประเภทต่างๆ เพื่อให้สามารถดำเนินการจัดการเรียนรู้ได้อย่างราบรื่น ซึ่งสื่อแต่ละประเภทจะมีคุณลักษณะและวิธีการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนี้

1.การใช้สื่อประเภทเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์
ในการจัดการเรียนรู้แต่ละครั้งนั้น ผู้สอนจะใช้สื่อประกอบเพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจบทเรียน นำเสนอบทเรียน กระตุ้นความสนใจในการเรียน และสามารถให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อเพื่อสร้างการเรียนรู้ด้วยตนเอง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้สอนควรรู้หลักการในการใช้สื่อเพื่อให้การดำเนินการจัดการเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

1.1)การใช้สื่อมัลติมีเดียและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประยุกต์ ผู้สอนจะต้องใช้หน้าจอนำเสนอที่มีความเหมาะสมสำหรับจำนวนนักเรียนในชั้น จะต้องมั่นใจว่าผู้เรียนทุกคนสามารถมองเห็นภาพผ่านจอคอมพิวเตอร์หรือจอฉายภาพได้ทั่วทั้งชั้น และก่อนเรียนผู้สอนจะต้องติดตั้งและทดสอบทุกโปรแกรมคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับการนำเสนอเนื้อหาบทเรียนเพื่อให้การเรียนดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่เกิดการชะงักเนื่องจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีปัญหา

1.2)การใช้สื่อวีดิทัศน์ ผู้สอนจะต้องตรวจสอบความสว่างของแสง ที่นั่ง และควบคุมความดังก่อนเปิดให้ผู้เรียนได้ชมวีดิทัศน์ เตรียมผู้เรียนด้วยการทบทวนความรู้เดิมที่ได้เรียนรู้มาแล้วและถามถึงปัญหาใหม่ที่ให้ผู้เรียนคิดเพื่อหาคำตอบจากการชมวีดิทัศน์ เมื่อถึงประเด็นสำคัญผู้สอนจะต้องหยุดวีดิทัศน์เพื่อให้ผู้เรียนได้ร่วมอภิปราย และเน้นหลักการที่สำคัญด้วยการเขียนสาระต่างๆ บนกระดานหรือเครื่องฉาย เพื่อเป็นการทวนให้ผู้เรียนได้ทราบถึงประเด็นสำคัญทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวิดีทัศน์

1.3)การใช้สื่อกราฟิก ผู้สอนควรใช้วัสดุที่ผู้เรียนทุกคนสามารถมองเห็น เช่น กระดาษชาร์ต แผ่นกระดาน เป็นต้น และควรมีการเน้นสาระสำคัญที่ต้องการให้ผู้เรียนมองอย่างใส่ใจด้วยสีสันที่โดดเด่น

2.การใช้สื่อประเภทวิธีการ
2.1)การเรียนแบบร่วมมือ เป็นกลยุทธ์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่จัดให้นักเรียนเรียนด้วยกันเป็นกลุ่มเล็กแบบคละความสามารถ ให้ทำงานร่วมกัน ช่วยเหลือกันในการผสมผสานความรู้ที่มีอยู่เดิมกับความรู้ใหม่ และค้นพบความหมายของสิ่งที่ศึกษาด้วยกลุ่ม โดยทำกิจกรรมในการสืบค้น (Explore) อภิปราย (Discuss) อธิบาย (Explain) สอบสวนแนวความคิดและแก้ปัญหาร่วมกันในกลุ่ม เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายร่วมกัน เป็นวิธีเรียนวิธีหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจและนำไปประยุกต์ในการเรียนการสอนทุกวิชาและทุกระดับชั้น

2.2)การเรียนรู้แบบโครงงาน การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงหลักการพัฒนาการคิดของบลูม(Bloom) ทั้ง 6 ขั้น กล่าวคือ ความรู้ความจำ (Knowledge) ความเข้าใจ (Comprehension) การนำไปใช้ (Application) การวิเคราะห์ (Analysis) การสังเคราะห์ (Synthesis) การประเมินค่า (Evaluation) และยังเป็นการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญในทุกขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้ ตั้งแต่การวางแผนการเรียนรู้ การออกแบบการเรียนรู้ การสร้างสรรค์ประยุกต์ใช้ผลผลิต และการประเมินผลงาน โดยผู้สอนมีบทบาทเป็นผู้จัดการเรียนรู้

2.3)การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน สิ่งสำคัญในการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานคือ ปัญหา เพราะปัญหาที่ดีจะเป็นสิ่งกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจใฝ่แสวงหาความรู้ในการเลือกศึกษาปัญหาที่มีประสิทธิภาพ ผู้สอนจะต้องคำนึงถึงพื้นฐานความรู้ความสามารถของผู้เรียน ประสบการณ์ ความสนใจและภูมิหลังของผู้เรียน เพราะคนเรามีแนวโน้มที่จะสนใจเรื่องใกล้ตัวมากกว่าเรื่องไกลตัว สนใจสิ่งที่มีความหมายและมีความสำคัญต่อตนเองและเป็นเรื่องที่ตนเองใส่ใจใคร่รู้ ดังนั้น การกำหนดปัญหาจึงต้องคำนึงถึงตัวผู้เรียนเป็นหลัก นอกจากนั้น ปัญหาที่ดียังต้องคำนึงสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกโรงเรียนที่เอื้ออำนวยต่อการแสวงหาความรู้ของผู้เรียนอีกด้วย

2.4)การเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ แนวทางในการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้คือการเชื่อมโยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ การกระตุ้นให้เกิดความสงสัยและท้าทายการเรียนรู้ การส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายและมีความหมาย การส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์เชิงสังคม และส่งเสริมการสร้างความเข้าใจของตนเองและกลุ่มโดยการสะท้อนความคิดและสรุปองค์ความรู้

2.5)การเรียนรู้แบบสืบเสาะ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ มุ่งเน้นกิจกรรมที่หลากหลายเกี่ยวกับการสังเกต การถามคำถาม การสำรวจตรวจสอบจากเอกสารและแหล่งความรู้อื่น ๆ การวางแผนการสำรวจตรวจสอบ การทดสอบตรวจสอบหลักฐานเพื่อเป็นการยืนยันความรู้ที่ได้ค้นพบมาแล้ว การใช้เครื่องมือในการรวบรวม การวิเคราะห์ และการแปลความหมายข้อมูล การนำเสนอผลงาน การอธิบายและการคาดคะเน และการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเกี่ยวกับผลงานที่ได้

ไม่ว่าจะเป็นสื่อประเภทใดก็ตามผู้สอนควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับวัยและระดับการรับรู้ของเด็กด้วย เพื่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพของเด็กนักเรียน

ภารกิจบทที่ 9

โดย นางสาวณัฐฐาพร บาอุ้ย (563050087-4)
นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาคณิตศาสตรศึกษา ชั้นปีที่2
-มหาวิทยาลัยขอนแก่น-

บทที่ 8 การผลิตสื่อกราฟิกเพื่อการเรียนการสอน

ในการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพนั้นสื่อการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายและเกิดการเรียนรู้ที่ดี ผู้สอนจึงจำเป็นที่จะต้องสามารถออกแบบสื่ออย่างง่ายได้ สื่อกราฟิกเป็นสื่อที่ผลิตได้ง่าย ค่าใช้จ่ายในการผลิตค่อนข้างต่ำ จึงเหมาะต่อการส่งเสริมและเผยแพร่ให้เกิดการใช้อย่างกว้างขวาง ตลอดจนมนุษย์มีการรับรู้สิ่งต่างๆ ได้มาก จากการสัมผัสด้วยการมองเห็น สื่อกราฟิกจึงมีความสำคัญ และเป็นทางเลือกทางหนึ่งที่สามารถส่งเสริมให้เกิดการรับรู้ และเรียนรู้ได้

กราฟิก เป็นการนำเสนอสารในการสื่อความหมายเพื่อให้ผู้รับเกิดความเข้าใจและการเรียนรู้ที่ดี โดยอาศัยการผสมผสานของลายเส้น ภาพ และตัวอักษรหรือคำ ที่มีการออกแบบตามหลักทางศิลปะและการจัดวางอย่างเป็นระบบ ซึ่งในปัจจุบันนี้ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้คำว่ากราฟิกมีความหมายไปในทางของคอมพิวเตอร์กราฟิกที่อาศัยศักยภาพของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการสร้าง การจัดการ ข้อมูลในรูปแบบต่างนำเสนอมาในรูปแบบของกราฟ แผนภูมิ หรืออาจนำมาจากสื่อดิจิตอลต่างๆ เช่น กล้องถ่ายภาพ ภาพยนตร์ มาทำการตัดต่อให้เป็นไปตามต้องการหรือตกแต่งภาพให้ดีขึ้นและสามารถพิมพ์ออกมาได้

การจัดแบ่งประเภทของวัสดุกราฟิก นักวิชาการหลายท่านได้แบ่งไว้คล้ายคลึงกัน โดยแบ่งออกเป็น 6 ประเภท ประกอบด้วย แผนภูมิ แผนสถิติ แผนภาพ ภาพโฆษณา และการ์ตูน ซึ่งการทำกราฟิกนั้นจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นสีพื้นกับสีตัวหนังสือ การจัดภาพ ความสมดุลของภาพ การเน้นในส่วนที่สำคัญ ต่างๆ เหล่านี้ก็เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ความสนใจได้ตรงจุดสำคัญตรงตามเนื้อหานั้นๆ หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา โดยไม่หลงทาง

ภารกิจบทที่ 8

โดย นางสาวณัฐฐาพร บาอุ้ย (563050087-4)
นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาคณิตศาสตรศึกษา ชั้นปีที่2
- มหาวิทยาลัยขอนแก่น -

บทที่ 7 นวัตกรรมทางการศึกษา

นวัตกรรม เป็นความคิด การกระทำ สิ่งประดิษฐ์หรือวิธีการใหม่ๆ หรือที่ได้รับการพัฒนาปรับปรุงมาจากสิ่งเดิม โดยต้องผ่านการทดลอง วิจัย พัฒนาจนเป็นที่เชื่อถือได้ว่าสามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนวัตกรรมมีความสำคัญต่อการศึกษาเป็นอย่างมาก เนื่องจากในโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่มีการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความก้าวหน้าทั้งด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ การศึกษาจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงจากระบบการศึกษาที่มีอยู่เดิม เพื่อให้ทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และเพื่อแก้ไขปัญหาทางด้านการศึกษาบางอย่างที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงทางด้านการศึกษาจึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเกี่ยวกับนวัตกรรมการศึกษาที่จะนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาทางด้านการศึกษาในบางเรื่อง

นวัตกรรมทางการศึกษาที่นำมาใช้กันนั้นมีมากมายหลายแบบ ถ้าเป็นช่วงก่อนปฏิรูปการศึกษาก็จะได้แก่ บทเรียนโปรแกรม หน่วยการเรียนการสอน ชุดการสอน และคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

บทเรียนโปรแกรม เป็นบทเรียนที่เสนอเนื้อหาในรูปของกรอบ หรือเฟรม (Frame) โดยแบ่งเนื้อหาเป็นหน่วยย่อยๆ ให้ผู้เรียนได้เรียนด้วยตนเองทีละน้อย แล้วมีคำถามให้ผู้เรียนได้ตอบคำถามและมีเฉลยให้ผู้เรียนได้ทราบผลทันที

หน่วยการเรียนการสอน มีชื่อเรียกได้หลายชื่อ ได้แก่ บทเรียนโมดูล หรือบทเรียนแบบโมดุลเป็นบทเรียนที่ใช้เรียนเป็นรายบุคคล และเป็นกลุ่มใหญ่ได้ มีลักษณะเด่นคือ มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคล มีส่วนประกอบหลักได้แก่ ความมุ่งหมาย กิจกรรมการเรียนการสอน การประเมินผล

ชุดการสอน หมายถึง ชุดของกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีการนำเอาสื่อการสอนหลายๆ ชนิดมาประกอบเข้าด้วยกัน ในรูปของสื่อประสมที่สอดคล้องกับเนื้อหาและประสบการณ์ โดยสื่อการสอนแต่ละชนิดจะส่งเสริมซึ่งกันและกัน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและช่วยให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งเอาไว้ ภายในชุดการสอนจะประกอบด้วย คู่มือการใช้ชุดการสอนซึ่งระบุจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน รายละเอียดที่เกี่ยวกับเนื้อหาวิชา ลำดับขั้นของกิจกรรมการเรียนการสอนรายชื่อสื่อการสอน แบบทดสอบ บัตรงาน และสื่ออุปกรณ์ต่างๆ ชุดการสอนจึงมีความเหมาะสม และสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer-Assisted Instruction หรือ Computer Aid Instruction–CAI) เป็นโปรแกรมการเรียนการสอนโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์บันทึกเนื้อหาวิชา ที่มีทั้งอักษร ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว กราฟ แผนภูมิ ภาพเคลื่อนไหวและเสียง ลำดับวิธีการเสนอองค์ความรู้ต่างๆ ที่จะให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหาวิชา มีส่วนร่วมและสนองต่อการเรียนรู้อย่างแข็งขันเพื่อบรรลุผลตามความมุ่งหมายของรายวิชา

แต่ถ้าเป็นช่วงปฏิรูปการศึกษา นวัตกรรมทางการศึกษาจะมีความทันสมัยมากขึ้น ซึ่งได้แก่ การเรียนรู้บนเครือข่าย มัลติมีเดีย E-Learning และการจัดสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์

การเรียนบนเครือข่าย เป็นบทเรียนที่นาเสนอผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยอาศัยคุณลักษณะของสื่อที่สามารถนาเสนอบทเรียนแบบ ข้อความหลายมิติ (Hypertext) ที่ประกอบด้วยสารสนเทศหรือข้อมูลที่เรียกว่า โนด (Node) หลักและโนดย่อย รวมทั้งการเชื่อมโยงแต่ละโนดซึ่งกันและกัน ที่เรียกว่า การเชื่อมโยงหลายมิติ (Hyperlinks) เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย

มัลติมีเดีย เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในวงการธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะได้นามาใช้ในการฝึกอบรมและให้ความบันเทิง ส่วนในวงการศึกษามัลติมีเดียได้นำมาใช้เพื่อการเรียนการสอนในลักษณะแผ่นซีดีรอม หรืออาจใช้ในลักษณะห้องปฏิบัติการมัลติมีเดียโดยเฉพาะก็ได้ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า มัลติมีเดียจะกลายมาเป็นเครื่องมือที่สำคัญทางการศึกษาในอนาคต ทั้งนี้เพราะว่ามัลติมีเดียสามารถที่จะนำเสนอได้ทั้งเสียง ข้อความ ภาพเคลื่อนไหว ดนตรี กราฟิก ภาพถ่ายวัสดุตีพิมพ์ ภาพยนตร์ และวีดิทัศน์ ประกอบกับสามารถที่จะจำลองภาพของการเรียนการสอนที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองแบบเชิงรุก

E-Learning เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงวิธีเรียนที่เป็นอยู่เดิม เป็นการเรียนที่ใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า เช่น อินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซ์ทราเน็ต ดาวเทียม วิดีโอเทป แผ่นซีดี ฯลฯ คาว่า E-Learning ใช้ในสถานการณ์การเรียนรู้ที่มีความหมายกว้างขวาง มีความหมายรวมถึง การเรียนทางไกล การเรียนผ่านเว็บ ห้องเรียนเสมือนจริง และอื่นๆ มากมาย โดยสถานการณ์ดังกล่าวมีสิ่งที่มีเหมือนกันอยู่ประการหนึ่งคือ การใช้เทคโนโลยีการสื่อสารเป็นสื่อสารของการเรียนรู้

สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เป็นการออกแบบที่ประสานร่วมกันระหว่าง “สื่อ (Media)” กับ “วิธีการ (Methods)” โดยการนำทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ มาเป็นพื้นฐานในการออกแบบร่วมกับสื่อ ซึ่งมีคุณลักษณะของสื่อและระบบสัญลักษณ์ของสื่อที่สนับสนุนการสร้างความรู้ของผู้เรียน สำหรับการนำไปใช้นั้นจะเริ่มจากครูจะต้องสร้างสถานการณ์ปัญหาให้กับเด็ก แล้วปล่อยให้เด็กได้เรียนรู้วิธีแก้ปัญหาด้วยตัวของเขาเอง ครูมีหน้าที่เป็นผู้คอยช่วยเหลือในเรื่องอุปกรณ์ สื่อ และให้คำแนะนำ

ในปัจจุบันการจัดสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์นั้นพบมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถ้าดิฉันจบออกไปเป็นครูแล้ว ดิฉันก็จะใช้นวัตกรรมทางการศึกษานี้ในการจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กเช่นกัน เพราะวิธีการเรียนการสอนแบบนี้เด็กจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวคิดกับเพื่อนในกลุ่ม จากที่เด็กบางคนอาจจะคิดได้ในระดับเล็กๆ มุมแคบๆ เมื่อได้ฟังแนวคิดของเพื่อนที่แตกต่างกับตน เด็กก็จะได้รู้ว่ามีวิธีคิดแบบนี้ด้วยนะ ซึ่งจะทำให้ทัศนคติในการเรียนของเด็กกว้างมากขึ้น และที่สำคัญมากๆ คือวิธีการแบบนี้จะทำให้เด็กสามารถคิดเป็น ทำเป็น และสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง เพราะเด็กต้องลงมือแก้ปัญหาด้วยตัวเอง นอกจากนี้นวัตกรรมทางการศึกษานี้ยังช่วยให้เด็กได้เรียนรู้กระบวนการทำงานเป็นกลุ่มอีกด้วย อย่างไรก็ตามการเลือกใช้นวัตกรรมทางการศึกษาแต่ละอย่างนั้นเราจะต้องคำนึงถึงบริบท สิ่งแวดล้อม และปัจจัยต่างๆ ของเด็กและทางโรงเรียนด้วย เพื่อประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของนักเรียนที่จะเกิดขึ้นในชั้นเรียนของเรา

ภารกิจบทที่ 7

โดย นางสาวณัฐฐาพร บาอุ้ย (563050087-4)
นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาคณิตศาสตรศึกษา ชั้นปีที่2
-มหาวิทยาลัยขอนแก่น-

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

บทที่ 6 เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา

ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตมากมาย เทคโนโลยีต่างๆ ได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีในการสร้างที่พักอาศัยให้มีคุณภาพมาตรฐาน เทคโนโลยีที่สามารถผลิตสินค้าและการให้บริการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ เทคโนโลยีที่ทำให้ระบบการผลิตสามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมาก มีราคาถูกลง สินค้ามีคุณภาพมากขึ้น เทคโนโลยีที่ทำให้มีการติดต่อสื่อสารตลอดจนการเดินทางไปมาหาสู่กันได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีในการจัดเก็บ รวบรวมข้อมูลข่าวสารต่างๆ ไว้อีกด้วย ซึ่งการใช้เทคโนโลยีแบบนี้นั้นเราเรียกว่า “เทคโนโลยีสารสนเทศ”

เรามักจะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าหน่วยงานใดๆ ก็ตาม เทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีบทบาทที่สำคัญในทุกวงการ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกด้านความเป็นอยู่ สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การแพทย์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การวิจัย การพัฒนาต่างๆ และด้านการศึกษาก็เช่นกัน

สิ่งที่สำคัญและเป็นความต้องการของการศึกษาในขณะนี้คือ การสอนที่ผู้เรียนควรได้รับทักษะการคิดในระดับสูง (Higher-order thinking skills) ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตลอดจนการแก้ปัญหา และการถ่ายโยง (Transfer) โดยเน้นการใช้วิธีการต่าง ๆ อาทิ สถานการณ์จำลอง การค้นพบ การแก้ปัญหา และการเรียนแบบร่วมมือ สำหรับผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์การแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับสภาพชีวิตจริง ซึ่งในการบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนการสอนนั้น ผู้สอนจะต้องศึกษาเทคนิค วิธีการ เทคโนโลยีต่างๆ ที่จะนำมาใช้เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้รับความรู้ใหม่ เช่น การเรียนรู้แบบออนไลน์ หรือ E-learning การเรียนรู้แบบออนไลน์เป็นการศึกษาเรียนรู้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ต (Internet) หรืออินทราเน็ต (Intranet) เป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผู้เรียนจะได้เรียนตามความสามารถและความสนใจของตน โดยเนื้อหาของบทเรียนซึ่งประกอบด้วย ข้อความ รูปภาพ เสียง วิดีโอและมัลติมีเดียอื่นๆ จะถูกส่งไปยังผู้เรียนผ่านเว็บเบราว์เซอร์(Web Browser) โดยผู้เรียน ผู้สอน และเพื่อนร่วมชั้นเรียนทุกคน สามารถติดต่อ ปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันได้เช่นเดียวกับการเรียนในชั้นเรียนปกติ หรืออาจจะเป็นการบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศในขั้นตอนต่างๆ ของแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนก็ได้

อย่างไรก็ตาม การที่ครูจะใช้เทคโนโลยีอะไรเข้ามาช่วยในการเรียนการสอนนั้น จะต้องคำนึงถึงบริบทรอบข้างและความพร้อมของทางโรงเรียน และต้องเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมด้วย เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการเรียนรู้ของเด็กที่จะเกิดขึ้นในกระบวนการเรียนการสอนซึ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

โดย นางสาวณัฐฐาพร บาอุ้ย (563050087-4)
นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาคณิตศาสตรศึกษา ชั้นปีที่2
- มหาวิทยาลัยขอนแก่น -

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

บทที่ 5 คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้

ในปัจจุบันได้มีการใช้คอมพิวเตอร์กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในบริษัท องค์กร หรือแม้แต่ตามบ้านเรือนก็จะต้องมีคอมพิวเตอร์ไว้ใช้งานกันเกือบทุกที่ เนื่องจากคอมพิวเตอร์มีบทบาทต่อการใช้ชีวิตของเราเป็นอย่างมาก ตัวอย่างการใช้คอมพิวเตอร์ในชีวิตประจำวันของเราก็อย่างเช่น เมื่อเราเข้าไปซื้อของในร้านค้าสะดวกซื้อ (seven eleven) การคิดเงินของพนักงานก็ต้องใช้คอมพิวเตอร์ นั่นเป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้เพื่อการทำธุรกิจ หรือเวลาเราไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ไปส่งของทางไปรษณีย์อยู่ที่ทำการไปรษณีย์ หรือไปฝากเงิน ถอนเงิน โอนเงินที่ธนาคาร เราก็มักจะพบการใช้คอมพิวเตอร์อยู่ทุกที่ไป และในโรงเรียนก็เช่นกัน

การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอนในโรงเรียนนั้นมีมานานแล้ว เริ่มจากได้มีการสอนการใช้คอมพิวเตอร์ให้กับนักเรียนในวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี และกลุ่มสาระวิชาอื่นๆ ก็ได้เริ่มใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอนในเวลาต่อมา เช่น ให้นักเรียนทำรายงาน เด็กก็จะได้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือช่วยในการหาข้อมูลและช่วยทำรายงานให้ออกมาเป็นเล่ม เรียกการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอนในลักษณะนี้ว่า “การใช้คอมพิวเตอร์เป็นผู้ช่วย” ในบางวิชาก็จะให้เด็กนักเรียนทำข้อสอบหรือทำแบบฝึกหัดในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เมื่อทำเสร็จก็จะรู้ผลคำตอบทันที รู้คะแนนทันที การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอนในลักษณะนี้จะเรียกว่า “การใช้คอมพิวเตอร์เป็นครู” นอกเหนือจากนี้ในวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยียังสามารถให้เด็กนักเรียนได้ลองสร้างเว็บไซต์ด้วยตัวเองได้อีกด้วย โดยการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์จริงๆ เรียนรู้จริง ทำจริง และได้เว็บไซต์ของตัวเองจริงๆ การเรียนการสอนแบบนี้เด็กจะเป็นผู้กำหนดเองว่าจะให้เว็บไซต์ของตัวเองนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร คอมพิวเตอร์จะเปรียบเสมือนผู้เรียนที่ต้องทำตามคำสั่งที่ครูป้อนเข้าไป ซึ่งในที่นี้นักเรียนจะทำหน้าที่เสมือนครู เราจะเรียกการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอนในลักษณะนี้ว่า “การใช้คอมพิวเตอร์เป็นผู้เรียน

จะเห็นว่า ไม่ว่าจะวิชาไหนก็สามารถใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อเพื่อการเรียนการสอนได้ทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราจะเลือกใช้โดยวิธีการแบบไหน แต่ที่สำคัญเมื่อใช้แล้วจะต้องเกิดประโยชน์กับผู้เรียน คือผู้เรียนจะต้องเกิดทักษะ และเกิดกระบวนการเรียนรู้ขึ้นจริงๆ จึงจะถือว่าเป็นการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอนอย่างแท้จริง

งานกลุ่ม บทที่5

โดย นางสาวณัฐฐาพร บาอุ้ย (563050087-4)
นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาคณิตศาสตรศึกษา ชั้นปีที่2
- มหาวิทยาลัยขอนแก่น -